วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ระวังภัยจากแท็กซี่


แท็กซี่ ก็นับเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของคนเมืองไปแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่ทันรถเมล์เที่ยวสุดท้าย หรือในช่วงที่ พึ่งออกจากร้านเหล้า หรือตอนฝนตก หรืออะไรก็แล้วแต่ก็ว่ากันไป แต่สำหรับความสะดวกสบายนั้น ก็มักมีอะไรแอบแฝงอยู่เสมอ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นเรื่องไม่ค่อยจะดี
อันที่จริง เรื่องเตือนภัยจากการนั่งแท๊กซี่ก็มีมากอยู่ ผมก็ไม่อยากจะเล่าอะไรมากมาย ก็แค่อยากจะเล่าประสบการณ์การนั่งแท็กซี่ เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่เพื่อนให้ระวัง
มันเป็นเรื่องของน้องชายผมเอง เขาเจอมากับตัวเอง เรื่องมันเกิดเมื่อประมาณวันก่อน นั่งแท็กซี่กลับบ้านกับแม่ จากหน้าโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ตอนประมาณทุ่มครึ่ง ผมว่าก็ไม่ดึกเท่าไหร่นะครับ  คนก็ยังเยอะ รถก็ยังแยะ
หลังจากที่น้องและแม่ได้ขึ้นรถไปแล้ว ก็บอกปลายทางว่าจะไปตลาดบางแค ตัวคนขับแท็กซี่ก็ประมาณว่าแนะนำทางให้ไปทางลัดจะได้เลี่ยงรถติดเพราะตอนนี้รถติดมันจะเสียเวลา แต่ทางที่แนะนำมานะครับ เป็นทางที่แบบเปลี่ยวๆทั้งนั้น แต่โชคดีที่น้องเขาก็ยังพอรู้ทางบ้าง ก็บอกให้ไปทางปกตินี้แหละไม่รีบ แท็กซี่ก็ตอบโอเคแบบไม่ค่อยพอใจนัก
ตอนที่น้องเขานั่งบนรถ  ก็ได้สังเกตุในรถว่าไม่มีป้ายชื่อที่บอกชื่อคนขับ และที่สำคัญเปิดแอร์แรงมากๆ และมีแต่ลมเท่านั้นที่ออกมา แถมลมก็พุ่งตรงมาทางตัวน้องเขาเอง จนต้องหันแอร์ไปทางคนขับ พอนั่งไปได้แป็บเดียว ประมาณ 5 นาทีได้ อาการน้องเขาเริ่มออกล่ะครับ คือ เหมือนหัวใจเต้นแรง เหงื่อออก มือสั่น ปวดหัวเหมือนสมองเต้นตุ๊บๆ
รถติดบนสะพาน คนขับก็บ่นว่า “โอ้ยๆรถติดๆ ปวดหัวๆ” เหมือนพยาม ทำให้เราคิดว่า “ก็เป็นเหมือนกัน” ที่สำคัญมันพูดหลายรอบมากและตัวคนขับก็หายใจดังมาก (แบบหายใจเข้าแล้วหายใจออกแรงๆ) แต่ตัวน้องเองเขาไม่คิดอย่างนั้น แต่เหมือนเริ่มเอะใจได้นิดๆว่า “กูโดนแน่ๆเลยว่ะ” ก็เลยบอกแท็กซี่ว่า
 “พี่จอดเลยพี่ผมจะลงแล้ว”  
 “เอ๊ะ!!”  แท็กหันมาอุทานแบบตกใจ
 น้องผมก็บอกอีกคำเดิม แต่พูดดังขึ้น เพราะเหมือนอาการมันเริ่มหนักขึ้น คือเริ่มพูดไม่ค่อยออก ปากสั่น หน้าเริ่มจะมืดเหมือนจะเป็นลม แต่น้องก็ยังทนไว้เพราะมากับแม่ ซึ่งในกระเป๋าของแม่ก็มีเงินอยู่ประมาณ สี่หมื่นบาท (เป็นค่าผ่าตัด ที่จะเอาไว้จ่ายวันพรุ่งนี้ อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า แม่จะพกไปๆมาๆทำไม ทำไมไม่เอาไว้ที่ห้อง)  ตัวน้องเองเหมือนจะรู้ว่าแม่พกเงินจำนวนนี้ตลอดก็เลยบอกแท็กซี่ให้จอด
 “ครับ ใจเย็นรถมันติดอยู่”  น้องผมก็ยังย้ำอีกว่า “พี่!!ชิดซ้ายๆ” ดังยิ่งกว่าเดิมอีก แม่ก็ว่า”มันยังบ่ถึงบ้านหว่าลูก”
 “ก็รถมันติดอยู่ แป็ปนึง”
“พี่ก็เปิดไฟเลี้ยวเซ่! เหมือนสติเริ่มจะหลุด เพราะพูดเสียงดังมาก  จนแทกซี่ยอมเปิดไฟเลี้ยว ชิดซ้าย แล้วจอดแถวๆก่อนถึงเดอะมอลล์ท่าพระในที่สุด
 “แม่จ่ายตังค์!” ตอนจ่ายตังค์น้องเขาก็ดูหน้าคนขับ เป็นคนตัวเล็ก ผิวขาว มีอายุประมาณ 40 ปี พอออกมาจากรถแล้ว น้องเขาก็บอกแม่ว่า “แม่มาช่วยลูกจิม ลูกเดินบ่ไหวล่ะ หน้าจะมืด” แม่เขาก็ตกใจ ไม่รู้ว่าลูกโดนอะไรก็เลยพาไปนั่งพิงเสาไฟฟ้าก่อน ได้แต่นั่งพักก่อน แล้วค่อยๆพยุงกันเดินไปที่ปั้มเพื่อซื้อยาดม ซื้อน้ำมาล้างหน้า อาการก็เริ่มดีขึ้น แต่ตายังพร่าและหัวใจเต้นแรงอยู่ กว่าจะกลับบ้านได้ก็ดึกเลย

ตัวผมเองก็ไม่คิดนะครับว่า จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ก็โชคดีที่น้องเขายังเอ๊ะใจลงมาจากรถทัน ไม่งั้นแม่คงแย่แน่ๆเลย
จากประสบการณ์นี้ก็อยากให้ทุกๆคน ระวังให้มากๆนะครับ ต้องสังเกตุด้วย ถ้าแท็กซี่คันไหนไม่มีป้ายชื่อบอกผมว่าไม่ต้องนั่งเลยดีกว่าครับ อันตราย เราสามารถเลือกได้ครับ ไม่ใช่แค่แท็กซี่เท่านั้นที่เลือกผู้โดยสาร หรือถ้านั่งแล้วถ่ายรูปป้ายชื่อไว้แล้วโพสบนเฟสบุ๊คเลยครับ เพราะสมัยนี้คนส่วนมากก็มีโทรศัพท์ที่เล่นเฟสฯได้อยู่แล้ว คนอื่นจะได้รู้ว่าเรานั่งแท็กซี่อยู่ เผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้มีหลักฐาน

เรื่องที่ผมเอามาเล่ามันเป็นแค่คนส่วนน้อยนะครับ แท็กซี่ที่ดีก็มีอยู่เยอะครับ แต่ก็อยากให้ทุกคนระวังตัวกันหน่อย
 ที่สำคัญครับ คือ “สติ”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น